ตายไม่ได้ 13 "ถ้าต้องทำเคมีบำบัด อย่าลืมให้สิ่งนี้ช่วย"!!
💢"ถ้าต้องทำเคมีบำบัด อย่าลืมให้สิ่งนี้ช่วย"‼️
➡️ เคมีบำบัดหยุดยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ก็ไปทำลายเซลล์ดีๆ ของร่างกาย อย่างเซลล์ในไขกระดูก เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เซลล์รากผม เซลล์เยื่อบุในปาก ก่อเกิดผลข้างเคียง ✔️(1) ไปกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ✔️(2) โลหิตจาง ✔️(3) ปากเป็นแผล ✔️(4) เลือดออกได้ง่าย ✔️(5) คลื่นไส้ ✔️(6) ท้องผูก ท้องเสีย ✔️(7) ผมร่วง ✔️(8) ตกเลือดในระบบทางเดินอาหาร
💥 ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายที่สุด คือ การทำเคมีบำบัดไปกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยไปทำให้ไขกระดูก และม้าม ได้รับความเสียหาย ผลิตเม็ดเลือดชนิดต่างๆ เกล็ดเลือด ออกมาได้น้อย ก่อให้เกิดอาการที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ เกล็ดเลือดก็ต่ำด้วย และเกิดอาการโลหิตจาง ทั้งหมดส่งผลให้ภูมิคุ้มกันเสียหาย ทำงานบกพร่อง ไม่สามารถเข้ากระบวนการรักษาตามแผนของการทำเคมีบำบัดได้อย่างต่อเนื่อง
🔰 ระบบภูมิคุ้มกันที่เห็นชัด ว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทำเคมีบำบัด คือ เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดประมาณ 70% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด จะลดต่ำลงมาก เพราะไขกระดูกและม้าม ที่เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดขาวได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อการทำงานปรับสมดุลเม็ดเลือดขาวต่างๆ ในกระแสเลือด ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ขาดความสมดุล เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลอายุสั้นลง และไม่ได้ถูกผลิตขึ้นมาทดแทนให้ทันตามปกติ ทำให้นิวโทรฟิลหายไปจากกระแสเลือด
👉 แพทย์เองจะคอยตรวจเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล ที่มีหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ที่มีจำนวนมากที่สุด ไม่ให้มีปริมาณที่ลดต่ำลงจนเกินไป เพราะจะให้เคมีบำบัดไม่ได้ตามแผน ดังนั้นจึงต้องทำการฉีดสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างนิวโทรฟิลให้มากขึ้น เพื่อให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง
👉 แพทย์จึงแนะนำให้รับประทานเบต้ากลูแคน เพราะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้เก่ง ทำให้อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการทำเคมีบำบัด ถูกเบต้ากลูแคนต้านเอาไว้ เม็ดเลือดขาว ตลอดจนเซลล์ดีอื่นๆ จึงสู้ และต้านทานการจู่โจมของอนุมูลอิสระได้ และยังช่วยให้เกิดการฟื้นฟูเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูกไม่ให้ได้รับความเสียหาย เพื่อให้การสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ดำเนินต่อไป แบบได้รับผลกระทบจากเคมีบำบัดน้อยที่สุด อ้างอิงจาก J Leuc Biol(1987)42:95-105; Int J Biol Macromol (2007)40:291-8; J Leukoc Biol (2006)79:667-75; Surgery(2004)136:384-9; Blood (2006) 107:835; Cancer Immunol Immunother (2010)59:885-97; Int Immunopharmacol (2009)9:1189-96
💢 กลไกการสร้างเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล ตั้งแต่เริ่มต้นจนโตเต็มที่ แล้วเคลื่อนตัวออกจากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์รู้แล้วว่า อยู่ภายใต้การจัดการและควบคุมของคีโมไคน์ (Chemokines) หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ G-CSF (Granulocyte Colony Stimulating Factor) โดยมียีนที่ทำหน้าที่สร้าง G-CSF โดยเฉพาะ ซึ่งวงการแพทย์ในปัจจุบันได้สังเคราะห์ G-CSF แล้วพัฒนาเป็นยารักษาอาการที่เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลในเลือดต่ำ โดยยานี้จะไปกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไขกระดูก และในกระแสเลือด ทำให้ลดการกดไขกระดูกจากเคมีบำบัดได้
💊 การให้ยา G-CSF จะให้หลังทำเคมีบำบัดประมาณ 3 วัน และต้องให้ในปริมาณมาก มีการทดลองศึกษา ว่าเบต้ากลูแคนไปเพิ่ม G-CSF ได้? ผลปรากฏว่า เมื่อให้เบต้ากลูแคนกับผู้ป่วยที่ทำเคมีบำบัด ปริมาณ G-CSF เพิ่มขึ้น 100-360% จึงสรุปว่า เบต้ากลูแคนช่วยลดอาการนิวโทรฟิลต่ำได้ อ้างอิงจาก ถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์เยื่อบุ Cancer Immunol Immunother (2010)59:885-97; Int Immunopharmacol (2009)9:1189-96
➡️ มีการศึกษาการให้เบต้ากลูแคนร่วมกับเคมีบำบัด พบว่า เกิดการฟื้นตัวของเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูก ในม้าม และในไธมัส และในเลือด อย่างรวดเร็ว ทำให้ลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการทำเคมีบำบัดลดลง อ้างอิงจาก Int J Biol Macromol(2007)40:291-8
➡️ มีการศึกษาการทำหน้าที่ของเบต้ากลูแคนในการป้องกันเซลล์ของร่างกาย ที่เกิดจากสารเคมีในเคมีบำบัด ว่าสามารถลดความเป็นพิษ และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดได้ อ้างอิงจาก Mutat Res (2003)541:45-53; Toxicol In Vitro (2006)21:41-52; Mutat Res (2006)606:72-79; Cancer Lett (2003)198:153-160; Eur J Pharmacol (2006)542:170-178
➡️ เมื่อรู้เช่นนี้ คนที่กำลังทำเคมีบำบัด ต้องหาเบต้ากลูแคนมารับประทาน คู่ไปกับการทำเคมีบำบัด จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว และได้รับความเสียหายจากเคมีบำบัดในเกณฑ์ที่ไม่รุนแรง
💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้