ลิ่มเลือดอุดตันหัวใจ กรณีการตายของแบงค์ (2)
ลิ่มเลือดอุดตันหัวใจ
กรณีการตายของแบงค์ (2)
(ทำไมคาร์โบไฮเดรตจึงกลายเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้)
บทความนี้อุทิศบุญกุศลให้กับแบงค์เด็กหนุ่มอายุ 29 ปี ที่ลิ่มเลือดเข้าอุดตันหัวใจอย่างกระทันหัน แล้วเสียชีวิตทันที (สิงหาคม 2562)
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร?
เชื่อว่ามีแต่คนรู้จักชื่อ แต่ถ้าจะให้อธิบายแบบว่ามันคืออะไร ให้เกิดความเข้าใจแก่คนอื่นด้วย เชื่อว่าจำนวนมากเกือบ 100% อธิบายไม่ได้ รู้แต่ว่า ไตรกลีเซอไรด์มันไม่ดี มันอันตราย ถ้าในเลือดมีค่าไตรกลีเซอไรด์สูง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันแท้จริง มีค่าพลังงานประมาณ 9 แคลลอรี่ต่อกรัม ต่างจากคอเลสเตอรอล ที่เป็นสารมีลักษณะคล้ายกับขี้ผึ้ง (Waxy substance) ที่ไม่มีค่าพลังงาน ไตรกลีเซอไรด์จะถูกนำออกมาใช้ยามที่ร่างกายขาดกลูโคส อยากให้คุณนึกถึงเหตุการณ์ หมูป่าติดอยู่ในถ้ำ และไม่ได้กินอะไรเลยหลายวัน พอออกมาจากถ้ำได้ ทุกคนล้วนผอมลงอย่างถนัดตา และการที่อยู่ในถ้ำได้หลายวันแล้วไม่ตาย เป็นเพราะร่างกายได้ดึงไตรกลีเซอไรด์ออกมาใช้นั่นเอง เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า คนอ้วนสามารถจะใช้วิธีอดอาหารเพื่อลดไตรกลีเซอไรด์ได้
ไตรกลีเซอไรด์จากอาหารถูกจัดการอย่างไร?
1. มันเริ่มจากการกินอาหารที่มีไขมันเข้าปาก แล้วอาหารได้ตกลงไปถึงลำไส้เล็ก ย่อยออกมาเป็นไขมันก็จะเจอกับ ไคโลไมครอน (Chylomicron) ซึ่งเป็นเหมือนเรือขนส่งคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์
หมายเหตุ Chylomicron คือ ไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ความหนาแน่นต่ำที่สุด เพราะมีส่วนประกอบของไขมันมากกว่าโปรตีน ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ไปตามหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพราะคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ โดยตัวของมันเองแล้วไม่สามารถเคลื่อนตัวไปในกระแสเลือดได้
2. เรือที่ชื่อ Chylomicron นี้จะลำเลียงคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ที่นั่งยิ้มอยู่บนเรือจากลำไส้เล็กผ่านระบบท่อน้ำเหลืองเข้าสู่การไหลเวียนของเลือดทางหลอดเลือดดำ Chylomicron จะออกจากผนังลำไส้เล็กทันทีที่ไขมันตกลงมาถึงลำไส้เล็ก แล้วมันจะทำหน้าที่เป็นเรือขนส่งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ตลอดเวลา 12 ชั่วโมง แบบไม่ยอมหยุด นี่คือสาเหตุที่ทำไม ถ้าจะตรวจหาค่าไตรกลีเซอไรด์จะต้องงดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อให้ไคโลไมครอนเลิกทำงานเสียก่อน
3. ไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือดที่ไคโลไมครอนพาไปส่ง จะไหลเวียนผ่านตับ และตับจะย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ให้กลายเป็นกรดไขมัน (Fatty acids) ด้วยเอนไซม์ Lipprotein Lipase กรดไขมัน (Fatty acids) เป็นโมเลกุลส่วนเล็กที่สุดที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในระดับเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการใช้ประโยชน์จะลอยอยู่ในหลอดเลือด เรียกว่า กรดไขมันอิสระ (Free Fatty acids) ซึ่งจะลอยในหลอดเลือดได้ไม่นานก็จะถูกตับจับไปเก็บเอาไว้เป็นของเหลือใช้ ไม่รู้คุณเคยได้ยินโรคไขมันพอกตับ?
ไตรกลีเซอไรด์ ถูกสร้างเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?
คุณเคยสงสัย? ว่าอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่สุดท้ายจะถูกย่อยกลายเป็นกลูโคส (น้ำตาล) ที่ลำไส้เล็ก แล้วจะถูกลำไส้เล็กดูดซึมเข้าสู่ตับ เพื่อส่งกลูโคสออกสู่กระแสเลือด โดยการช่วยเหลือจากฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน พากลูโคสออกจากตับไปตามหลอดเลือด เพื่อส่งให้เซลล์ต่างๆ ผลิตเป็นพลังงาน เพื่อให้เซลล์ต่างๆ นั้น ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ กรณีคนที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป กลูโคสก็จะเกิดขึ้นมาก ทำให้หลงเหลือน้ำตาลในเลือดที่เหลือใช้ อินซูลินก็จะทำหน้าที่พากลูโคสที่หลงเหลือในเลือดไปฝากเก็บเอาไว้ที่ตับ ตับจึงทำหน้าที่เสมือนเป็นโกดังเก็บกลูโคสในรูปของ “น้ำตาลปึก” ที่เรียกว่า ไกลโคเจน (Glycogen) นอกจากกลูโคสในรูปของไกลโคเจนจะถูกฝากเก็บเอาไว้ที่ตับแล้ว ยังถูกฝากเก็บเอาไว้ที่กล้ามเนื้ออีกด้วย แต่ทั้งตับและกล้ามเนื้อมีโกดัง (พื้นที่) เก็บกลูโคสในรูปไกลโคเจนไม่มาก
เมื่อโกดังที่ตับและที่กล้ามเนื้อเต็ม แต่กลูโคสในเลือดยังมีเหลือล่องลอยอยู่ในเลือดอีก อินซูลินก็จะยังทำหน้าที่ต่อ คือคราวนี้จะไม่ขนน้ำตาลกลูโคสไปเก็บเอาไว้ที่โกดังของตับแล้ว แต่จะส่งคืนกลูโคสให้ตับโดยตรงในฐานะของเหลือใช้เกินความจำเป็น ตับก็จะรับกลูโคสเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แต่ก็มีบางกรณีที่ตับรับคืนกลูโคสไม่ไหว ตับจึงปิดประตูไม่รับคืนกลูโคสอีกต่อไป กลายเป็นว่าเกิดกลูโคสหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดอันเป็นที่มาของโรคเบาหวานนั่นเอง
ตรงนี้คือจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องแล้วนะครับ ตับเมื่อรับคืนกลูโคสจากการพามาส่งโดยอินซูลิน (ไม่ใช่กลูโคสที่เก็บที่โกดังของตับในรูปไกลโคเจน) ตับจะทำการเปลี่ยนกลูโคสให้กลายเป็นไตรกลีเซอไรด์ พร้อมๆ กับเปลี่ยนกรดไขมันอิสระที่เหลือใช้ที่ตับจับเก็บเอาไว้ ให้เป็นไตรกลีเซอไรด์ด้วยเช่นกัน แล้วจะส่งผ่านไตรกลีเซอร์ไรด์ทั้งหมดนี้ผ่านทาง VLDV จากตับสู่กระแสเลือด เพื่อให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมันใช้ประโยชน์ต่อไป เป็นเหตุให้คนที่กินจุ กินมาก กินคาร์โบไฮเดรตมากอ้วน เพราะเกิดการสะสมของไตรกลีเซอไรด์ในกล้ามเนื้อและเซลล์ไขมัน
หมายเหตุ VLDL ก็คือไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำรองลงมาจากไคโลไมครอน ทำหน้าที่เป็นพาหนะ (สมมติว่าเรือ) ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ไปสู่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมัน
บทความตอนที่ 2 นี้ ยังไม่จบนะครับ ยังต้องเขียนต่อถึงการเปลี่ยนร่างของไตรกลีเซอไรด์ กลายเป็นไขมันเลว หรือ LDL ที่เป็นวายร้ายเข้าไปเกาะผนังหลอดเลือดหัวใจ และสมอง เป็นเหตุให้เกิดการตายและพิการอย่างฉับพลัน
กรณีของแบงก์ LDL จู่โจมแบงค์ที่หลอดเลือดหัวใจ มันส่งลิ่มเลือดเข้าอุดตันหลอดเลือดหัวใจของแบงก์ แบงก์จึงล้มตกลงจากเก้าอี้ในขณะนั่งสอบใบขับขี่ แล้วหมดลมหายใจทันที ห้ามพลาดบทความตอนที่ 3 นะครับ เราจะมาเรียนรู้เรื่องการเกิดของไขมันเลว (LDL) ว่ามันเกิดมาจากอะไร?