ตายไม่ได้ 25 เมื่อฉันไม่สบาย (ใจ) ตอนจบ‼️
🚩 ได้บอกไปแล้วว่า
1️⃣. โรคเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า และโรคจิตทุกประเภท ไม่ใช่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นโดยไม่มีมูลเหตุ มันมีมูลเหตุที่ฝังใจ รบกวนจิตใจมาเนิ่นนาน เป็นแรมหลายปี และบางคนเป็นแรมสิบๆ ปี
2️⃣. การฝังใจที่อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแล้ว อาจเป็นอะไรที่ฝังใจรุนแรง และกลายเป็นจุดก่อโรคทางจิตขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เช่น พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยวิธีการตีลงโทษ ทำอะไรไม่ถูกใจก็จะตี ก็จะด่า ทำให้จิตใจของเด็กหวาดกลัว หวาดระแวงในทุกครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองอาจทำสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของพ่อ ของแม่ ทำให้เด็กเกิดอาการกังวล และกลัวฝังใจต่อการทำสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ ครั้นเมื่อโตขึ้น ความฝังใจเหล่านี้ ได้สร้างบุคลิกภาพของคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะในอดีตเคยถูกตรวจสอบมาตลอด มีผลงานไม่ดี มีการถูกลงโทษ จึงกลัวที่จะทำอะไรๆ แบบที่บางคนกล้าที่จะทำ กล้าที่จะเผชิญ เป็นเหตุให้ขาดความกล้า จิตใจเต็มไปด้วยความกลัว สุดท้ายได้สร้างเหตุผลขึ้นมาป้องกันตัวเองจากการไม่ต้องทำอะไร และหลอกตัวเองมาตลอดว่า ได้ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ทำให้ดีที่สุด
⚡ ปมร้าวลึกมักก่อตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ยามเทสีดำใส่ผ้าขาว หากจะพยายามล้างออกอย่างไร ผ้าขาวก็ไม่มีทางที่จะขาวสนิทได้เหมือนเดิม จิตแพทย์จึงต้องย้อนอดีต ไปถึงต้นเหตุของพฤติกรรม ต้นเหตุของความคิดที่ทำให้เกิดนิสัยที่สร้างความคิดที่ทรมานตัวเองอยู่ทุกวัน แล้วพยายามจะเปลี่ยนทัศนคติของคนป่วยให้หันมามอง หันมาคิดในทางที่หมออยากให้ลองมอง ลองคิดดู
3️⃣. จากข้อ 2. มันเป็นเรื่องของอดีตที่เข้าไปเขย่าสารเคมีในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เสียสมดุลขึ้น ก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชทุกโรค ซึ่งวิธีการรักษาของแพทย์สมัยปัจจุบัน จะมุ่งไปที่การปรับสมดุลสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางให้กลับมาสมดุล เพื่อให้คนป่วยได้คลายกังวล คลายความคิด หยุดคิดวนไปวนมา หันมาร่าเริงและใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขอีกครั้ง แต่เนื่องจากการก่อโรค หรือบาดแผลในใจที่เป็นต้นเหตุของโรคเกิดมาเนิ่นนาน เช่น เกิดมาเกินกว่า 10 ปี จะให้รักษาให้หายขาดภายใน 6 เดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของจิตแพทย์ในการให้ยาต้านเศร้า ว่าระยะเวลา 6 เดือนเพียงพอสำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่หนัก แต่สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนักระยะเวลา 6 เดือนจึงไม่เพียงพอ ต้องต่อการรักษาด้วยการกินยาไปอีกหลายเดือน หรืออีกเป็นปีตามที่หมอจะพิจารณาเห็นสมควร
4️⃣. การมีสติของผู้ป่วยเอง จะช่วยให้การรักษาเห็นผลดีขึ้น นั่นคือผู้ป่วยต้องเปิดใจยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วพยายามอย่างเต็มที่ที่จะหายป่วยให้ได้ ไม่ใช่สมัครใจจมปลักไปกับการกล่าวโทษตัวเองว่าทำไมเราจึงป่วย เพราะอะไร? เราไปทำอะไรมา? ทำไมเราโชคร้ายถึงเพียงนี้ ซึ่งรังแต่จะทำให้อาการของโรคเมื่อได้รับยาแล้วอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น จนในที่สุด ผู้ป่วยบอกว่า การรักษาไม่เห็นผล จึงตัดสินใจหยุดกินยา แล้วหันกลับไปมีชีวิตแบบเดิมจมดิ่งกับความคิดเช่นเดิม สุดท้ายเกิดอาการควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่อยากอยู่ นำไปสู่การจบชีวิตของตัวเองตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่ทุกวัน ว่าคนนี้จบชีวิตเพราะโรคซึมเศร้า
5️⃣. โรคเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ จึงเป็นโรคที่ยากแก่การรักษามากๆ จิตแพทย์เองก็รู้ว่า รักษาได้ยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือของคนป่วย ถ้าคนป่วยไม่ร่วมมือด้วยแล้ว งานนี้ยากที่คนป่วยจะมีอาการดีขึ้น ต่อหน้าหมอ คนป่วยอาจจะบอกว่าดีขึ้น แต่ลับหลังอาการไม่ได้ดีขึ้นจริงเลย
6️⃣. ทางเดียวจริงๆ ที่จะหายจากโรคทางจิตเวชได้ ต้องเข้าใจบริบทของการเกิดโรคว่า ได้ก่อร่างสร้างโรคทางจิตขึ้นมาอย่างเงียบๆ เป็นระยะเวลาที่นานมากแล้ว ซึ่งการรักษาต้องใช้เวลาปรับสมดุลสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางให้กลับมาเป็นปกติ และยาต้านเศร้าที่เป็นยารักษาให้กินขั้นต่ำ 6 เดือน และยาคลายกังวลที่ให้กินตอนเกิดอาการ ไม่สามารถจะเห็นผลได้ทันที เหมือนกินยาถ่าย
💊 ในกรณีของการกินยารักษาอาการทางจิต จะต้องอาศัยความอดทน ความศรัทธา ความเชื่อ ว่ากินยาไปเรื่อยๆ ผ่านไป 2 สัปดาห์จะดีขึ้นนิด ผ่านไปเป็นเดือนจะดีขึ้นหน่อย ผ่านไป 6 เดือนอาจดีขึ้น 60% เป็นต้น ซึ่งการเข้าใจว่ากระบวนการหายจากโรคทางจิตต้องการเวลามาก และคนป่วยจะทำสำเร็จได้ คนป่วยต้องอยากที่จะหายจากโรค
📍 คุณสมบัติของคนที่เกิดอาการป่วยทางจิต ไม่ว่าจะเป็นโรคเครียด โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคแพนิค ฯลฯ จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง❓ เขาถึงจะมีโอกาสหายป่วยได้
🚩 คุณสมบัติมีดังต่อไปนี้
✔ (1) จะต้องระลึก และยอมรับตัวเองให้ได้ว่าเราเป็นคนป่วย
การยอมรับว่า “เราเป็นคนป่วย” จะทำให้เราหาทางเอาชนะอาการป่วย และไม่ยอมที่จะป่วยอีกต่อไป ทำให้เกิดความสมัครใจในการที่จะเข้ากระบวนการรักษาตัว ทั้งรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน และรักษาด้วยตัวเองเป็นคนรักษาตัวเอง
คนป่วยที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย จะปฏิเสธการรักษา แถมยังจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ว่าเราไม่ป่วย เราไม่เป็นอะไร และการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ยิ่งทำให้อาการของโรคหนักมากขึ้นไปอีก หลายคนไม่ได้อยู่ในอาการของคนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย เพราะไม่มีสติระลึกรู้ว่า ตัวเองป่วย จึงไม่เคยคิดว่าตัวเองป่วย ปล่อยชีวิตไปตามความคิด ที่ทำให้อาการหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนป่วยที่มีอาการอย่างนี้ ญาติที่ใกล้ชิดจะต้องดูแลเป็นพิเศษ และถือเป็นกรณีที่น่าหนักใจเป็นที่สุด เพราะคนป่วยจะไม่มีทางให้ความร่วมมือในการเข้ากระบวนการรักษา
✔ (2) คนป่วยจะต้องหาสาเหตุของอาการป่วยของตัวเองให้เจอ และต้องศรัทธาเชื่อว่า ตัวเองสามารถรักษาตัวเองให้หายจากอาการป่วยทางจิตได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ธรรมะบำบัด ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติในทางความคิด เพื่อจะให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิตที่เลวร้าย และทำความเข้าใจใหม่ ว่าเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้
✔ (3) คนป่วยต้องมีกิจกรรมทำ และกิจกรรมที่ดีที่สุดคือ การทำงานที่มีภารกิจที่ท้าทายอยู่ต่อหน้า และภารกิจนี้ไม่ใช่จะสำเร็จด้วยการใช้เวลาสั้นๆ เพื่อให้คนป่วยไม่มีเวลาที่จะกลับไปคิดต่อเรื่องเดิม เหมือนพาคนป่วยเข้าสู่สนามรบ ที่คนป่วยจะไม่มีเวลาคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่จะต้องเอาเวลาคิดกับเรื่องใหม่ๆ เพื่อให้ตัวเองรอดตายกลับมามีชีวิตใหม่ให้ได้
เมื่อสมองไม่ได้ถูกคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ นานมากขึ้น การที่สมดุลสารสื่อประสาทจะถูกรบกวนให้ผิดปกติยู่ตลอดเวลาก็มีน้อยลง คนป่วยจะรู้สึกกลับมาเป็นปกติได้ และเริ่มที่จะอยู่กับชีวิตที่เป็นปัจจุบันได้ อีกทั้งเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ รวมทั้งเกิดความเข้าใจใหม่ต่อชีวิตที่ตัวคนป่วยเองเริ่มทำใจยอมรับสาเหตุร้ายๆ ของอาการป่วยได้ นั่นหมายถึงนิสัยใหม่ของคนป่วยจะถูกพัฒนาให้เกิดขึ้น กลายเป็นนิสัยที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าต่อไปได้
✔ (4) คนป่วยต้องหาที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ โดยที่พึ่งนั้นต้องสร้างให้เกิดความคิดที่เป็นบวก ที่จะใช้เป็นยารักษาอาการป่วยร่วมไปกับยาเคมีที่จิตแพทย์สั่งให้กิน เช่น ถ้าคนป่วยนับถือศาสนาพุทธ การให้คนป่วยได้มีโอกาสฟังธรรมจากเกจิอาจารย์อยู่บ่อยๆ คนป่วยอาจจะเจอประโยคที่เมื่อรับฟังแล้วเกิดอาการสบายใจ จะพาให้จิตใจของคนป่วยเริ่มศรัทธา และรู้สึกว่า คำสอนสามารถทำให้คนป่วยมีอาการดีขึ้นได้ สุดท้ายแล้วคนป่วยจะใช้คำสอนร่วมรักษาอาการป่วยของตัวเองไปด้วย
4 ข้อนี้ เป็นเรื่องที่คนป่วยสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้
💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้