ประวัติการฆ่าเซลล์มะเร็ง


  1. ปลายศตวรรษที่ 19 มีการศึกษาพบว่า ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อสารสกัดจุลินทรีย์มากกว่าตัวจุลินทรีย์เอง โดยสารสกัดที่สกัดได้จากจุลินทรีย์เรียกว่า “เอนโดท็อกซิน (Endotoxin)”
    สารสกัดจากจุลินทรีย์ที่เรียกว่า เอนโดท็อกซินจะไปทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายมนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่เพิ่มขึ้น จนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ แต่เอนโดท็อกซิน มีคุณก็ต้องมีโทษ คือสารสกัดนี้มีความเป็นพิษ ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เป็นไข้ ช็อก ท้องร่วง อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ และมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือดภายในร่างกาย เป็นต้น
  2. ในปี ค.ศ. 1891 นายแพทย์วิลเลี่ยม บีโคลี่ เป็นศัลยแพทย์กระดูกชาวอเมริกัน ทำงานอยู่ที่ New York Center Hospital ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Memorial Sloan-Kettering Cancer Center ซึ่งเป็นศูนย์รักษามะเร็งที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลกในเวลานี้
    นายแพทย์วิลเลี่ยม ได้ใช้สารสกัดเอนโดท็อกซินรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมทอนซิล ผลการรักษาเกิดอาการแทรกซ้อนมีการติดเชื้อที่ผิวหนังและมีไข้สูงจากโรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) คนป่วยมะเร็งรายนี้อยู่ต่อมาได้อีก 8 ปีครึ่ง จึงเสียชีวิต
    เหตุการณ์นี้ทำให้โลกรู้ว่า สารสกัดเอนโดท็อกซินที่สกัดจากจุลินทรีย์ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แต่สารสกัดนี้มีพิษ จึงเกิดคำถามว่า ส่วนประกอบตรงไหนของสารสกัดเอนโดท็อกซินนี้มีพิษ และถ้าเอาความเป็นพิษออกได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า โลกจะตะลึงขนาดไหน ที่สารสกัดจากจุลินทรีย์ใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริง
  3. ในปี ค.ศ.1893 จอห์น ฟิคเก้น อายุ 16 ปี ป่วยเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในทางเดินอาหาร ถูกรักษาด้วยการฉีดเอนโดท็อกซินเข้าไปที่ก้อนเนื้องอกนั้น จอห์นเกิดอาการแพ้มีไข้และหนาวสั่นตลอดการรักษา แต่หลังจาก 4 เดือนไปแล้ว ก้อนเนื้องอกลดขนาดลงเหลือเพียง 20% จากเดิม และเมื่อสิ้นสุดการรักษาในเดือนที่ 8 ก้อนเนื้องอกก็หายไป แบบแทบจะสัมผัสไม่ได้เลยว่า ตำแหน่งนี้เคยมีเนื้องอกเกิดขึ้นเมื่อในอดีต จอห์นตายในอีก 26 ปีต่อมา ด้วยโรคหัวใจวาย ไม่ใช่มะเร็ง นี่ก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้โรคตะลึง และรู้แล้วว่า เอนโดท็อกซินรักษามะเร็งได้จริง แต่ต้องเอาความเป็นพิษออก
  4. ปี ค.ศ.1941 ดร.ฟิลลีเมอร์ และคณะได้ศึกษายาที่มีชื่อว่า “ไซโมซาน (Zymosan)” ซึ่งเป็นสารสกัดที่ได้มาจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปัง ใช้เป็นยาเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคหลากหลายชนิด เช่น ไวรัส แบคทีเรีย รา พยาธิ รวมถึงเซลล์มะเร็ง แต่ยาไซโมซานนี้ก็ยังเป็นเพียงสารสกัดอย่างหยาบๆ เหมือนสารสกัดเอนโดท็อกซิน ซึ่งยังมีไขมันปนอยู่ จึงทำให้ผู้ใช้บางคนเกิดอาการแพ้
  5. ปี 1968 ดร.นิโคลาส ดีลุซซิโอ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) สหรัฐอเมริกา สามารถแยกสารสำคัญออกจากไซโมซาน ซึ่งสารที่แยกได้ก็คือ เบต้ากลูแคนนั่นเอง และพบว่า การใช้เบต้ากลูแคนที่บริสุทธิ์ จะไม่มีผลกระทบข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการแพ้แต่อย่างใด และเบต้ากลูแคนที่พบนี้สามารถกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เช่น แม็คโครเฟจ เอ็นเคเซลล์ ฯลฯ ตลอดจนสร้างระบบภูมิคุ้มกันทั้งระบบ เช่นเดียวกันกับที่พบในไซโมซาน
  6. ปี ค.ศ.1975 โดยนายแพทย์ปีเตอร์ แมนเซลและคณะได้ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังจำนวน 9 คน โดยใช้วิธีการรักษาโดยฉีดเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง แล้วพบว่ามะเร็งก้อนเล็กหายไป ส่วนมะเร็งก้อนใหญ่หดตัวลงอย่างมาก ในระยะเวลาการรักษาแค่เพียง 5 วันเท่านั้น ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนโลกเหตุการณ์หนึ่ง
    นายแพทย์แมนเซล และคณะ ยังได้ศึกษากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่กลับมาเกิดอีกหลังจากผ่าตัดและฉายรังสีแล้ว โดยให้เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังลงบนก้อนมะเร็งที่เกิดใหม่ ผลปรากฏว่าก้อนมะเร็งที่เกิดใหม่หายไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีการติดเชื้อใดๆ แถมยังเกิดเนื้อปกติขึ้นในบริเวณที่เคยเกิดมะเร็งด้วย
    สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ J Natl Cancer Inst (1975) 54:571-80; Immune Modulation and Control of Neoplasia by Adjuvant Therapy : Clinical experiences with the use of glucan.(1978) Raven Press, New York, Mansell et al
  7. ปี คศ.1985 ดร.จอยซ์ ซอฟ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่ายีสต์เบต้ากลูแคนสามารถเกาะบนผิวเม็ดเลือดขาวโมโนไซต์ และยังพบว่าเกาะบนผิวเม็ดเลือดขาวชนิด แม็คโครเฟจ (Macrophage) เดนไดรติคเซลล์ (Dendritic cells) และนิวโทรฟิล (Neutrophil) 
  8. ในปี ค.ศ.1989 ดร.ฟิล วายด์ แห่งมหาวิทยาลัยเบเลอร์ (Baylor University) สหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพบว่า การกินเบต้ากลูแคนให้ผลดีเท่ากับการฉีด จึงยิ่งทำให้เบต้ากลูแคนดังหนักขึ้นไปอีก เพราะมีแต่คนอยากหาซื้อเบต้ากลูแคนมากินเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานมะเร็งให้ชีวิตห่างไกลและไม่เป็นโรคมะเร็ง
    สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Beta-1,3- glucan activity in mice: intraperitoneal and oral applications. Baylor College of Medicine: Research Summary 1989
  9. ปี ค.ศ.1985 กระทรวงสาธารณสุขประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Health, Lab our and Welfare) อนุญาตให้ใช้เบตากลูแคนร่วมกับเคมีและรังสีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้
  10. ปี ค.ศ.2000 ประเทศเกาหลีอนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนรักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น 
  11. ปี ค.ศ.2011 ประเทศจีนอนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนรักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
    สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Gan To kagaku Ryoho (2005) 32: 1209; Pathol lmmunopathol Res (1986) 5: 286-96; #JP 03,133,934 สำหรับ Polyphorus confluens (1991); WO 98 27,992 สำหรับ Agaricus blazei (1998);#JP10 287,284 ในปี 1998 สำหรับเบต้ากลูแคนที่สามารถกระตุ้นเอ็นเคเซลล์ได้สำหรับยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  12. การศึกษาเบต้ากลูแคนจากเห็ดกินได้ในประเทศญี่ปุ่น พบว่า มีคุณสมบัติในการยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในข้อ 9 ที่กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น อนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนในการรักษาโรคมะเร็ง
    ศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Nature (1969)222:687-8; Gan To Kagaku Ryoho (2005)32:1209; Pathol Immunopathol Res (1986)5:286-96; http://en.wikipedia.org/wiki/Grifola_frondosa; http://www.cancer.org/Treatment/ TreatmentsandSideEffects/ ComplementaryandAlternativeMedicine/ DietandNutrition /coriolusversicolor; http://www.mdanderson.org/education-and-research/resources-for-professionals/clinicaltools-and-resources/cimer/therapies/herbal-plant-biologic-therapies/coriolus-versicolor.html; Anticancer Res(2002)22:1737-54; Cancer Immunol Immunother(2007)56:905-11; J Adv Pharn Technol Res(2011)2:94-103
  13. งานวิจัยเบต้ากลูแคนในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น ศึกษาได้ที่ J Soc Term Syst Dis (2000)6:151-4 
    แยกการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน
    (1) ส่วนแรก ศึกษาผู้ป่วยมะเร็ง (เต้านม มดลูก รังไข่) ที่ผ่านการรักษาแล้วจำนวน 49 คน เป็นระยะเวลานาน 15 เดือน พบว่า
    • กลุ่มควบคุมจำนวน 23 คน กลับมาเป็นมะเร็งอีก 5 คน (22%)
    • กลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง จำนวน 26 คน ไม่มีการกลับมาเป็นอีก
    (2) ส่วนที่สอง ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ทีมแพทย์บอกผู้ป่วยหรือญาติว่าสามารถมีชีวิตอีกได้ไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 99 คน โดยเฝ้าดูเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า
    • ใน 3 เดือนแรก : ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมรอดชีวิตเพียง 2 คน (4%) จาก 45 คน
    ผู้ป่วยในกลุ่มเบต้ากลูแคนรอดชีวิตถึง 35 คน (65%) จาก 54 คน
    • ครบเดือนที่ 6 : ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมเสียชีวิตหมด ผู้ป่วยในกลุ่มเบต้ากลูแคนรอดชีวิตถึง 23 คน (43%)

 
  จากผลที่ได้รับจากการศึกษาที่นำมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเบต้ากลูแคนจากแหล่งอื่นที่นำมาเปรียบเทียบ จึงเป็นเบต้ากลูแคนที่มีการนำไปศึกษาและนำไปใช้มากที่สุด



 
LifeRecoverslogoVerti
[[POS3]]