ประวัติการต้านเซลล์มะเร็งโดยเบต้ากลูแคน
โพสต์เมื่อ : 3 ก.พ 2564 เวลา 14:55 น.
- ปลายศตวรรษที่ 19 มีการศึกษาพบว่า ร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อสารสกัดจุลินทรีย์มากกว่าตัวจุลินทรีย์เอง โดยสารสกัดที่สกัดได้จากจุลินทรีย์เรียกว่า “เอนโดท็อกซิน (Endotoxin)”
สารสกัดจากจุลินทรีย์ที่เรียกว่า เอนโดท็อกซินจะไปทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายมนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่เพิ่มขึ้น จนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกายได้ แต่เอนโดท็อกซิน มีคุณก็ต้องมีโทษ คือสารสกัดนี้มีความเป็นพิษ ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เป็นไข้ ช็อก ท้องร่วง อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ และมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือดภายในร่างกาย เป็นต้น - ในปี ค.ศ. 1891 นายแพทย์วิลเลี่ยม บีโคลี่ เป็นศัลยแพทย์กระดูกชาวอเมริกัน ทำงานอยู่ที่ New York Center Hospital ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Memorial Sloan-Kettering Cancer Center ซึ่งเป็นศูนย์รักษามะเร็งที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลกในเวลานี้
นายแพทย์วิลเลี่ยม ได้ใช้สารสกัดเอนโดท็อกซินรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมทอนซิล ผลการรักษาเกิดอาการแทรกซ้อนมีการติดเชื้อที่ผิวหนังและมีไข้สูงจากโรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) คนป่วยมะเร็งรายนี้อยู่ต่อมาได้อีก 8 ปีครึ่ง จึงเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ทำให้โลกรู้ว่า สารสกัดเอนโดท็อกซินที่สกัดจากจุลินทรีย์ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แต่สารสกัดนี้มีพิษ จึงเกิดคำถามว่า ส่วนประกอบตรงไหนของสารสกัดเอนโดท็อกซินนี้มีพิษ และถ้าเอาความเป็นพิษออกได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า โลกจะตะลึงขนาดไหน ที่สารสกัดจากจุลินทรีย์ใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริง - ในปี ค.ศ.1893 จอห์น ฟิคเก้น อายุ 16 ปี ป่วยเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในทางเดินอาหาร ถูกรักษาด้วยการฉีดเอนโดท็อกซินเข้าไปที่ก้อนเนื้องอกนั้น จอห์นเกิดอาการแพ้มีไข้และหนาวสั่นตลอดการรักษา แต่หลังจาก 4 เดือนไปแล้ว ก้อนเนื้องอกลดขนาดลงเหลือเพียง 20% จากเดิม และเมื่อสิ้นสุดการรักษาในเดือนที่ 8 ก้อนเนื้องอกก็หายไป แบบแทบจะสัมผัสไม่ได้เลยว่า ตำแหน่งนี้เคยมีเนื้องอกเกิดขึ้นเมื่อในอดีต จอห์นตายในอีก 26 ปีต่อมา ด้วยโรคหัวใจวาย ไม่ใช่มะเร็ง นี่ก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้โรคตะลึง และรู้แล้วว่า เอนโดท็อกซินรักษามะเร็งได้จริง แต่ต้องเอาความเป็นพิษออก
- ปี ค.ศ.1941 ดร.ฟิลลีเมอร์ และคณะได้ศึกษายาที่มีชื่อว่า “ไซโมซาน (Zymosan)” ซึ่งเป็นสารสกัดที่ได้มาจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปัง ใช้เป็นยาเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคหลากหลายชนิด เช่น ไวรัส แบคทีเรีย รา พยาธิ รวมถึงเซลล์มะเร็ง แต่ยาไซโมซานนี้ก็ยังเป็นเพียงสารสกัดอย่างหยาบๆ เหมือนสารสกัดเอนโดท็อกซิน ซึ่งยังมีไขมันปนอยู่ จึงทำให้ผู้ใช้บางคนเกิดอาการแพ้
- ปี 1968 ดร.นิโคลาส ดีลุซซิโอ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) สหรัฐอเมริกา สามารถแยกสารสำคัญออกจากไซโมซาน ซึ่งสารที่แยกได้ก็คือ เบต้ากลูแคนนั่นเอง และพบว่า การใช้เบต้ากลูแคนที่บริสุทธิ์ จะไม่มีผลกระทบข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการแพ้แต่อย่างใด และเบต้ากลูแคนที่พบนี้สามารถกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เช่น แม็คโครเฟจ เอ็นเคเซลล์ ฯลฯ ตลอดจนสร้างระบบภูมิคุ้มกันทั้งระบบ เช่นเดียวกันกับที่พบในไซโมซาน
- ปี ค.ศ.1975 โดยนายแพทย์ปีเตอร์ แมนเซลและคณะได้ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังจำนวน 9 คน โดยใช้วิธีการรักษาโดยฉีดเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง แล้วพบว่ามะเร็งก้อนเล็กหายไป ส่วนมะเร็งก้อนใหญ่หดตัวลงอย่างมาก ในระยะเวลาการรักษาแค่เพียง 5 วันเท่านั้น ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนโลกเหตุการณ์หนึ่ง
นายแพทย์แมนเซล และคณะ ยังได้ศึกษากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่กลับมาเกิดอีกหลังจากผ่าตัดและฉายรังสีแล้ว โดยให้เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังลงบนก้อนมะเร็งที่เกิดใหม่ ผลปรากฏว่าก้อนมะเร็งที่เกิดใหม่หายไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีการติดเชื้อใดๆ แถมยังเกิดเนื้อปกติขึ้นในบริเวณที่เคยเกิดมะเร็งด้วย
สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ J Natl Cancer Inst (1975) 54:571-80; Immune Modulation and Control of Neoplasia by Adjuvant Therapy : Clinical experiences with the use of glucan.(1978) Raven Press, New York, Mansell et al - ปี คศ.1985 ดร.จอยซ์ ซอฟ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่ายีสต์เบต้ากลูแคนสามารถเกาะบนผิวเม็ดเลือดขาวโมโนไซต์ และยังพบว่าเกาะบนผิวเม็ดเลือดขาวชนิด แม็คโครเฟจ (Macrophage) เดนไดรติคเซลล์ (Dendritic cells) และนิวโทรฟิล (Neutrophil)
- ในปี ค.ศ.1989 ดร.ฟิล วายด์ แห่งมหาวิทยาลัยเบเลอร์ (Baylor University) สหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพบว่า การกินเบต้ากลูแคนให้ผลดีเท่ากับการฉีด จึงยิ่งทำให้เบต้ากลูแคนดังหนักขึ้นไปอีก เพราะมีแต่คนอยากหาซื้อเบต้ากลูแคนมากินเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานมะเร็งให้ชีวิตห่างไกลและไม่เป็นโรคมะเร็ง
สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Beta-1,3- glucan activity in mice: intraperitoneal and oral applications. Baylor College of Medicine: Research Summary 1989 - ปี ค.ศ.1985 กระทรวงสาธารณสุขประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Health, Lab our and Welfare) อนุญาตให้ใช้เบตากลูแคนร่วมกับเคมีและรังสีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้
- ปี ค.ศ.2000 ประเทศเกาหลีอนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนรักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
- ปี ค.ศ.2011 ประเทศจีนอนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนรักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น
สามารถศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Gan To kagaku Ryoho (2005) 32: 1209; Pathol lmmunopathol Res (1986) 5: 286-96; #JP 03,133,934 สำหรับ Polyphorus confluens (1991); WO 98 27,992 สำหรับ Agaricus blazei (1998);#JP10 287,284 ในปี 1998 สำหรับเบต้ากลูแคนที่สามารถกระตุ้นเอ็นเคเซลล์ได้สำหรับยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง - การศึกษาเบต้ากลูแคนจากเห็ดกินได้ในประเทศญี่ปุ่น พบว่า มีคุณสมบัติในการยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ในข้อ 9 ที่กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น อนุญาตให้ใช้เบต้ากลูแคนในการรักษาโรคมะเร็ง
ศึกษาลงลึกในรายละเอียดได้ที่ Nature (1969)222:687-8; Gan To Kagaku Ryoho (2005)32:1209; Pathol Immunopathol Res (1986)5:286-96; http://en.wikipedia.org/wiki/Grifola_frondosa; http://www.cancer.org/Treatment/ TreatmentsandSideEffects/ ComplementaryandAlternativeMedicine/ DietandNutrition /coriolusversicolor; http://www.mdanderson.org/education-and-research/resources-for-professionals/clinicaltools-and-resources/cimer/therapies/herbal-plant-biologic-therapies/coriolus-versicolor.html; Anticancer Res(2002)22:1737-54; Cancer Immunol Immunother(2007)56:905-11; J Adv Pharn Technol Res(2011)2:94-103 - งานวิจัยเบต้ากลูแคนในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น ศึกษาได้ที่ J Soc Term Syst Dis (2000)6:151-4
แยกการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน
(1) ส่วนแรก ศึกษาผู้ป่วยมะเร็ง (เต้านม มดลูก รังไข่) ที่ผ่านการรักษาแล้วจำนวน 49 คน เป็นระยะเวลานาน 15 เดือน พบว่า
• กลุ่มควบคุมจำนวน 23 คน กลับมาเป็นมะเร็งอีก 5 คน (22%)
• กลุ่มที่ได้รับเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง จำนวน 26 คน ไม่มีการกลับมาเป็นอีก
(2) ส่วนที่สอง ศึกษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่ทีมแพทย์บอกผู้ป่วยหรือญาติว่าสามารถมีชีวิตอีกได้ไม่เกิน 3 เดือน จำนวน 99 คน โดยเฝ้าดูเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า
• ใน 3 เดือนแรก : ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมรอดชีวิตเพียง 2 คน (4%) จาก 45 คน
ผู้ป่วยในกลุ่มเบต้ากลูแคนรอดชีวิตถึง 35 คน (65%) จาก 54 คน
• ครบเดือนที่ 6 : ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมเสียชีวิตหมด ผู้ป่วยในกลุ่มเบต้ากลูแคนรอดชีวิตถึง 23 คน (43%)
จากผลที่ได้รับจากการศึกษาที่นำมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเบต้ากลูแคนจากแหล่งอื่นที่นำมาเปรียบเทียบ จึงเป็นเบต้ากลูแคนที่มีการนำไปศึกษาและนำไปใช้มากที่สุด