เรื่องเล่า ตะวันตกดิน 4 มีดีอะไร? ถึงทำอะไรก็สำเร็จ!
🕚 ปี พ.ศ. 2509 โดยประมาณ มีคณะที่มาเยี่ยมสวนโมกขพลาราม ขอร้องให้ท่านพุทธทาสเทศน์สอนเรื่อง "การบริหารธุรกิจแบบพุทธ" ผมเองได้เทปเสียงคำบรรยายนี้มาก่อนปี 2540 เสียอีก แต่ไม่มีโอกาสเปิดฟัง เพราะตอนนั้นกำลังเพลิดเพลินอยู่กับความสำเร็จของตัวเอง เสน่ห์ของโชคของมือใหม่ แบบที่เปาโล โคเอโย เขียนเอาไว้ในหนังสือ The Alchemist (ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) เป็นเรื่องจริง เด็กหนุ่มที่เป็นตัวเอกในเรื่อง ได้เจอะเจอชายชรา (The Old Man) ชายชรา ได้สอนเด็กหนุ่มให้ระวังอันตรายจากการหลงไปกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับชีวิตจากการทำอะไรเป็นครั้งแรก ครั้งแรกนั้น มั่วซั่วไปก็จะเกิดความสำเร็จขึ้นมาอย่างง่ายๆ และงดงาม อย่างเล่นการพนันครั้งแรก เป็นต้น
➡️ ชายชรา ไม่ได้เป็นคนจริงๆ เป็นอะไรที่แปลงร่างมา เพื่อสอนเด็กหนุ่ม ให้ไม่ต้องลองผิดลองถูกกับชีวิต เพื่อเป้าหมายปลายทาง เด็กหนุ่มจะไปถึงได้เร็ว และไม่ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อชะตากรรม อันเนื่องจากการหลงผิดคิดไปเองต่างๆ นานา ชายชราต้องการบอกเด็กหนุ่มว่า ความคิดที่มาจากสมองมันอันตรายมากๆ เพราะความคิดไม่ใช่ปัญญา
➡️ หลังการเกิดโชคของมือใหม่ คนจะเกิดอาการยึดมั่นถือมั่น หลงคิดว่าตัวเองเก่ง หลังจากเก่งจนได้ที่ พลังลึกลับก็จะเข้าโจมตีชีวิต เอาความสำเร็จที่เคยได้มากลับคืนไปหมด กลายเป็นว่า ชีวิตไม่เหลืออะไรเลย และถ้าหากยังไม่รู้จักตัวเองอีก ยังหลงผิดคิดว่าตัวเองเก่งอีกต่อไป พลังลึกลับก็กลายร่างเป็นผี บังตาคนคนนั้นอย่างเบ็ดเสร็จ ชีวิตต้องเข้าสู่จุดวิกฤต ดำดิ่งสู่หายนะแบบยากที่จะกอบกู้ชีวิตกลับมาได้ นี่เอง เป็นความลับของเหตุการณ์ชั่ว 7 ที และถ้าปรารถนาการดี 7 หน เพื่อให้ชีวิตกลับมา คนต้องรู้จักตัวเอง และต้องกลัวว่าความคิดของตัวเองเป็นเหตุแห่งความหายนะ ที่ความคิดเป็นผู้มอบให้กับชีวิต
➡️ ความคิดว่าตัวเองเก่ง ได้เกิดขึ้นกับผมเช่นเดียวกัน ผมโชคไม่ดี ที่ไม่ได้เจอชายชรามาสอน แต่คิดอีกที หากชายชรามาสอนผมจริง ผมคงไม่เชื่อ การสอนด้วยความฉิบหาย การสิ้นเนื้อประดาตัว น่าจะเป็นการสอนที่เหมาะสมแล้วกับผมในเวลานั้น ทำให้ผมรู้จักโชคของมือใหม่ และรู้จักพลังลึกลับมากพอดู มาวันนี้ผมยังไม่ลืมพิษสงของสองสิ่งที่ว่า พลังของมันมากจริง มันเป็นเจ้าของกฎอนิจจัง หรือกฎของความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรจะจีรังยั่งยืน "การรักษา ยากกว่าการหา" นี่คือความรู้ที่ผมเรียนรู้จากมัน
➡ การดิ่งลงสู่เหตุการณ์ชั่วครั้งที่ 7 ทำให้ผมหยิบเทปคำสอนเรื่อง”บริหารธุรกิจแบบพุทธ" ของท่านพุทธทาส มาเปิดฟัง แล้วก็เจอเพชรในคำสอน ท่านพุทธทาสสอนถึงลักษณะของคนที่จะประกอบหรือทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีคุณลักษณะอะไรบ้าง❓ ซึ่งตรวจสอบเป็นข้อๆ แล้ว ผมมีไม่ครบ และนี่เอง เป็นเหตุให้พลังลึกลับเข้าโจมตีชีวิต และปล้นเอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของผมไป ปัญญาของผมอ่อนนั่นเอง
➡️ อาการที่ขาดคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ที่เป็นเหตุให้ผมมีอาการปัญญาอ่อน ได้แก่
✔ ️(1) ผมไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ว่า ถ้าอยากได้อะไร สิ่งที่อยากได้คือ ผลลัพธ์ ผมต้องสร้างเหตุ ที่จะให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นมา การสร้างเหตุขึ้นมา ผมต้องใช้ปัญญาให้มาก ใช้ความคิดให้น้อย เพราะถ้าผมใช้ความคิดมาก จะเกิดอาการคิดเข้าข้างตัวเอง เหตุที่สร้างขึ้นมาอาจพิกลพิการ สุดท้ายก็ไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
✔ ️(2) ผมไม่รู้จัก (1) อย่างทะลุปรุโปร่ง ก็หมายถึงผมไม่เข้าใจว่า ผลลัพธ์ จะเกิดขึ้นได้กรณีใดบ้าง และเกิดขึ้นไม่ได้กรณีใดบ้าง การจะไม่เกิดผลลัพธ์ มีกรณีเดียวคือ ผมจัดการกับตัวเหตุที่นำไปสู่ผลลัพธ์ไม่ได้ และเหตุในข้อ (1) ยังประกอบด้วยเรื่องอื่นๆ อีก 5 เรื่องซึ่งจะเขียนต่อในข้อ (3)-(7)
🔰 กฏอิทัปปัจจยตา ที่ท่านพุทธทาสเฝ้าเพียรสอน ด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า "เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด" คือเหตุการณ์เดียวกันกับข้อ (1) และ (2) นั่นหมายถึงว่า คนจะไม่มีอาการปัญญาอ่อน หรือปัญญาบกพร่อง คนจะต้องรู้เรื่องกฏอิทัปปัจจยตา ในใจรู้สึกถึงความเป็นเหตุเป็นผลของสรรพสิ่ง แม้แต่เรื่องของความสำเร็จ และความล้มเหลว ก็อยู่ภายใต้กฎอิทัปปัจจยตา นี่เอง
✔ ️(3) ผมไม่รู้จักตัวเอง ปล่อยให้ความคิดเข้าครอบงำ เกิดตัวกู ของกูตลอดเวลา ทำให้การตัดสินใจไม่ได้ดำรงอยู่บนความถูกต้อง แต่ดำรงอยู่บนความโลภ ทำให้การตัดสินใจเกิดความผิดพลาด สร้างเหตุการณ์ขว้างงูไม่พ้นคอ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว นำไปสู่ทางหายนะ
➡ ️การรู้จักตัวเอง ก็คือ การรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ที่ท่านพุทธทาสสอนมากเหลือเกินว่า ตัวคนไม่ได้มี ตัวคนเกิดได้จากความคิด เมื่อรู้กระบวนการที่จิตปรุงแต่งทางความคิด จนเกิดอุปาทาน ตัวคนก็เกิดขึ้น ความคิดผิดที่วางอยู่บน ความโลภ โกรธ หลง ก็จะตามมา ให้ผลเป็นการคิด การตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง สร้างความเลวร้าย ที่แก้ไขได้ยากขึ้น
✔ ️(4) ผมไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักป้องกันความเสียหาย ในแบบนกน้อยสร้างรังแต่พอตัว ผมยับยั้งชั่งใจไม่เป็น มองโลกในแง่ดีมากเกินไป
✔ ️(5) ผมไม่รู้เรื่อง น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง ซึ่งเป็นเรื่องของกาลเทศะ กาลเวลาที่เหมาะควรต่อการกระทำสิ่งใด ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ง่ายต่อการเข้าใจ แต่เพราะผมเพลินกับการใช้ความคิดมาชั่วชีวิต จนลืมเรื่องสัญชาตญาณ ความสำเร็จต้องการสัญชาตญาณมากกว่าความคิด และเมื่อสัญชาตญาณไปรวมตัวกับปัญญา ที่เกิดจากการรู้จักตัวเอง อะไรที่ดูยาก ก็จะง่ายลงทันที
✔ ️(6) ผมไม่รู้เรื่องกลุ่มคน ที่ควรจะหามา และต้องหาได้อย่างถูกต้องด้วย ว่าจะเอาลูกน้องมาช่วยงาน ลูกน้องต้องเป็นคนดี คนเก่ง มีอิทธิบาท 4 ในงานที่จะมาช่วยผม ไม่ใช่มาทำงาน เพื่อมุ่งหวังเงินเดือน มีอาการเช้าชามเย็นชาม รอคอยโอกาสได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากที่ใหม่ จะลาออก
🚩 การมีทีมลูกน้องที่ดี ท่านพุทธทาสบอกว่า เป็นเรื่องของการที่คนทำธุรกิจต้องรู้จักบริษัท เพราะบริษัท หมายถึง สถานที่ที่คนหลายๆ คนมานั่งล้อมวงกัน ช่วยกันทำสิ่งๆ หนึ่งให้ประสบความสำเร็จ
✔ ️(7) ผมไม่รู้จักทุกคนที่อยู่บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ไม่มีความสามารถแยกแยะคนว่า คนแบบใดเป็นบัวใต้น้ำ ไม่ควรไปยุ่ง แยกแยะไม่ออกว่า คนแบบใดเป็นเจ้ากรรมนายเวร มีอาการผีบังตาตลอดเวลา อาการไม่รู้จักคนที่อยู่บนเส้นทางชีวิตและเส้นทางฝัน มาจากการที่ผมไม่รู้จักตัวเองนั้นเอง วันนี้ผมจึงซึ้งกับประโยคที่ว่า "รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น"
📂 เจ็ดข้อ ที่ท่านพุทธทาสเทศน์สอนว่า คนทำธุรกิจจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจต้องมี 7 ข้อ ได้แก่ (1) เหตุ (2) ผล (3) ตน (4) ประมาณ (5) กาล (6) บริษัท และ (7) บุคคล รวมเจ็ดข้อ เรียกว่า "ธรรมของสัตตบุรุษ"
🚩 สำหรับผม กว่าจะรู้ว่า คุณสมบัติ 7 ข้อ ที่ใช้ประเมินความสำเร็จของคนทำธุรกิจ ว่าเขาจะทำธุรกิจสำเร็จ❓ ตะวันก็เลื่อนมาที่คล้อยบ่ายแล้ว
💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้