263169728

  📍เมื่อฉันไม่สบาย (ใจ) ตอน 2️⃣

  👉 เมื่อไปถึงโรงพยาบาล จะขอเล่ากรณีโรงพยาบาลทางจิตเวชของเอกชนโดยเฉพาะ ซึ่งผู้อ่านสามารถค้นหาได้ว่าโรงพยาบาลเอกชนใดมีแผนกทางจิตเวชบ้าง ซึ่งชื่อของแผนกอาจถูกตั้งให้ดูแล้วไม่น่ากลัวสำหรับคนป่วย เช่นตั้งชื่อว่า แผนกสุขภาพใจ เป็นต้น

  👉 การป่วยจิตแล้วจู่ๆ ขอเดินเข้าไปที่โรงพยาบาลทันที ตรงไปที่แผนกจิตเวช แล้วบอกว่า จะพบหมอ คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะคนป่วยยังมีอาการเหมือนคนปกติ ไม่ได้เกิดอาการเลวร้ายที่ถึงขั้นที่โรงพยาบาลจะต้องรับรักษาตัวเองไว้เป็นผู้ป่วยใน นอกเสียจากว่า จะเกิดอาการแพนิค (โรคแพนิค) ที่เป็นผลมาจากอาการวิตกกังวลที่ยาวนาน จนวันหนึ่งเกิดภาวะการหายใจลำบาก เหมือนจะขาดใจตาย หัวใจเต้นเร็ว ไม่สามารถจะทรงตัวเดินได้ ต้องหาที่มั่นนั่ง สภาพจิตใจในเวลานั้น อยากไปโรงพยาบาลใจจะขาด เพราะความรู้สึกบอกคนป่วยว่า อีกไม่กี่นาทีเขาจะตาย นี่คือโรคแพนิค ที่จู่ๆ ระบบประสาทก็สั่งการให้ระบบภายในร่างกาย ล้มเหลว ซึ่งเป็นการล้มเหลวแบบหลอกๆ ถ้าเกิดกรณีแบบนี้เป็นไปได้มากว่า โรงพยาบาลจะรับคนไข้รายนี้รักษาในโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุของอาการต่อไป

  👉 การตรวจโดยแผนกทุกแผนก โฟกัสไปที่ความรับผิดชอบของแผนกหัวใจ แผนกสมอง พบว่าร่างกายเป็นปกติดี ซึ่งหมอถ้าไม่เอะใจว่าคนไข้มีความเครียดสะสมมาเป็นเวลานาน พอนอนพักจนอาการดีขึ้นก็จะให้กลับบ้าน สุดท้ายไม่นานภาวะที่หยุดคิดวิตกกังวลกับเรื่องเดิมๆ ไม่ได้ก็จะเกิดขึ้นอีก สุดท้ายอาการก็กลับมาเป็นใหม่

  👉 ที่เล่ามาก็เพื่อจะบอกว่า การนัดพบจิตแพทย์จะต้องโทรไปจองคิวหมอ ว่าเราเป็นผู้ป่วยใหม่มีอาการทางใจ ที่เชื่อแน่ว่าต้องได้รับการรักษาทางจิตเวช โดยให้ข้อมูลในเบื้องต้นแก่โรงพยาบาลไปว่า จากการสืบค้นเทียบเคียงข้อมูลจำนวนมาก พบว่าน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า จึงอยากขอนัดหมอเพื่อปรึกษา และรับการรักษาต่อไป

  📍 ผลการนัด อาจได้คิวพบหมออีก 1-2 สัปดาห์ ซึ่งถ้าคุณมีประสบการณ์การพบจิตแพทย์เป็นครั้งแรก คุณจะไม่อยากเชื่อเลย ว่ามีคนป่วยจิตมากมายถึงเพียงนี้ ซึ่งเป็นกำลังใจให้คุณว่า คุณไม่ได้เป็นผู้ป่วยอยู่คนเดียว ที่มีจำนวนน้อยนิด ไม่ใช่เลย คนป่วยจิตมีมากจริงๆ ในยุคสมัยนี้

  📍 เมื่อเจอหมอครั้งแรก หมอจะสร้างสถานการณ์การคุยให้คนป่วยพูด พูด แล้วก็พูด เล่าเรื่องที่เขาอยากเล่า ว่าที่เขามาหาหมอ เป็นเพราะเรื่องอะไรที่ทำให้เขาไม่สบายใจ เป็นทุกข์ใจ มาเป็นแรมเดือน เป็นแรมปี เพราะอาการป่วยต้องเกิดจากเรื่องที่ไม่สบายใจ เรื่องที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม เกิดความรู้สึกว่า โลกนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไป มองไปที่ใดก็หดหู่ สิ้นหวัง หมดกำลังใจไปเสียทั้งหมด ไม่อยากทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่การหยิบอะไรมาทำงาน เพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง สามารถแก้อาการป่วย ทำให้อาการป่วยจิตทุเลาลงได้ แต่คนป่วยก็ไม่อยากจะทำ อยากจะอยู่เฉยๆ กับความคิดวนซ้ำไปซ้ำมาของตัวเอง

  🔰 หมอช่างใจเย็นเสียเหลือเกิน หมอจะให้เวลาการพูดของคนป่วย โดยให้คนป่วยพูดเป็นชั่วโมง หลังจากคนป่วยพูดจบ ไม่มีอะไรจะพูด หมอก็จะประเมินว่า จะพูดสอนคำเด็ดๆ ให้คนป่วยได้ฉุกคิดเป็นประโยคอะไรดี❓ เพื่อให้คนป่วยเริ่มรู้สึกดีขึ้น ว่าเขาได้ระบายความในใจที่เป็นความทุกข์ให้หมอฟังจนหมดแล้ว

  🚩 สุดท้ายเมื่อหมอได้แนะนำ ได้ให้ข้อคิด หมอก็จะสั่งยาโดยประเมินจากการโต้ตอบ และเรื่องของคนป่วย ว่าอาการของคนป่วยหนักมากขนาดไหน เพื่อการสั่งยาให้ผู้ป่วยกิน โดยยาจะประกอบด้วย 2 กลุ่มตามที่ได้เขียนอธิบายไปแล้ว คือกลุ่มยารักษาขั้นต่ำ 6 เดือนที่เรียกกันว่า ยาต้านเศร้า กับกลุ่มยาเฉพาะกิจลดอาการกระวนกระวายใจ ที่เรียกว่า ยาแก้เครียด หรือยาคลายกังวล

  💊 หมอจะให้ยาแค่เพียง 7 ถึง 15 วัน แล้วนัดให้มาพบ เพื่อดูอาการว่า อาการหลังจากได้รับยาดีขึ้นไม่ดีขึ้น? เพื่อการปรับยา แล้วนัดดูผลไปทุกเดือน ซึ่งคนป่วยจะมีหมอเป็นที่ปรึกษารับฟังความทุกข์ใจตลอดระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถ้าคุณอดทนพอ เข้ารับการรักษาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สมดุลสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลางจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง คนป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองมีอาการดีขึ้น กลับมาเป็นปกติแบบไม่ถึง 100% แค่ 80% -90% คนป่วยก็ดีใจแล้ว

  📍 พ้น 6 เดือนไปแล้ว หมออาจขอรักษาต่อ คือให้ยาต้านเศร้าต่อได้ แล้วจะวางแผนลดยาไปเรื่อยๆ จนให้คนป่วยเลิกกินยา แล้วดูว่า อาการป่วยจิตจะกลับมาเป็นอีก❓

  💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้

 
LifeRecoverslogoVerti
[[POS3]]