จิมนีมา-พลัส7


   ถ้าคุณค้นคว้าเข้าไปในกูเกิ้ล เรื่อง Gymnema เป็นภาษาอังกฤษ คุณจะเจองานวิจัยที่ฝรั่งวิจัยผักเชียงดา หรือ Gymnema เอาไว้มากมาย ถ้าคุณอ่านภาษาอังกฤษเก่งๆ คุณจะทึ่งและรู้สึกอยากกิน Gymnema ขึ้นมาโดยทันที

   ถ้าคุณค้นเข้าไปในกูเกิ้ล เรื่อง ผักเชียงดา คุณก็จะรู้ว่ามีการศึกษาผักเชียงดากับการลดน้ำตาลในเลือดและรักษาเบาหวานเอาไว้มากมาย แต่ด้วยการที่ผักเชียงดาเป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ การจะหามารับประทานจึงเป็นข้อจำกัด ไม่สะดวก เหมือนใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคไปขอยารักษาเบาหวานมากินโดยโรงพยาบาลจะให้มาเป็นกำแบบไม่ต้องเสียเงิน

   ประกอบกับบ้านเราไม่ชอบศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ไม่มีอารมณ์ตื่นเต้นไปกับงานทางวิชาการที่เจอสิ่งแปลกใหม่ที่วิเศษที่สามารถจะเอามาทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ ไม่เหมือนญี่ปุ่นกับอเมริกา ที่เจออะไรที่วิเศษไม่ได้ ตาจะโต เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น เชียงดาจึงถูกญี่ปุ่นเอาไปจดสิทธิบัตรทำยารักษาโรคเบาหวาน แล้วเอายานี้มาขายให้คนไทยกิน

   จริงๆ แล้วการรักษาเบาหวานโดย Gymnema หรือผักเชียงดา เป็นอะไรที่ไม่ได้มีความลับสลับซับซ้อนเลย เพราะสารสำคัญใน Gymnema ที่ใช้รักษาเบาหวานคือกรดจิมนิมิก (Gymnemic Acid) สามารถสกัดออกมาได้มีหน้าตาของโครงสร้างทางเคมีดังนี้

โมเลกุลน้ำตาล

   นี่คงเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่นในครั้งที่เข้ามาในประเทศไทยตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 รีบนำผักเชียงดาไปวิจัย แล้วจดสิทธิบัตรทำยารักษาโรคเบาหวานอย่างรวดเร็วจนอเมริกาได้ข่าว ก็ทำการวิจัยตาม สุดท้ายที่อเมริกาก็บูมผลิตภัณฑ์ Gymnema กันอย่างครึกโครม โดยมีแหล่งผลิตสารสกัด Gymnema ที่ใหญ่ที่สุดคือประเทศอินเดียที่มีภูมิอากาศแบบเดียวกับประเทศไทย และ Gymnema ขึ้นได้ดี

   สารสกัดที่อเมริกาเน้นบนสลากผลิตภัณฑ์ ก็คือการโชว์ Gymnemic Acid บนสลากว่ามี 25% Gymnemic Acid หรือขวดผลิตภัณฑ์อาจโชว์เปอร์เซ็นต์ที่แตกต่างกันออกไปส่งผลต่อปริมาณการกินที่จะใช้เพื่อการลดน้ำตาลในเลือด

   Gymnema ที่เวิร์คในอเมริกาต้องมีระบุเปอร์เซ็นต์ของกรดจิมนิมิก (Gymnemic Acid) ถ้าไม่มีผู้บริโภคจะไม่ให้ความสนใจ เพราะผู้บริโภคในอเมริกาใส่ใจและสนใจศึกษาหาความรู้ต่องานทางวิชาการมากกว่าคนบ้านเรา นี่เองที่ทำให้ธุรกิจอาหารเสริมของอเมริกาน่าเชื่อถือ เพราะลูกค้าไม่สามารถถูกหลอกให้ซื้อได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ จับคนที่ไม่ได้กินจริงมารีวิวแล้วบอกว่า กินแล้วเห็นผล ในอเมริกา สนใจแต่การให้ความรู้และโชว์งานวิจัย ที่ต้องบอกความจริงถึง 2 ด้าน รวมแล้ว 100%  แก่ลูกค้า ได้แก่

  1. ความจริงเรื่องสรรพคุณของอาหารเสริม
  2. ความจริงเรื่องปริมาณการกินในข้อ 1 ที่งานวิจัยบอกว่าเห็นผล ต้องกินในปริมาณเท่าไรต่อวัน

   บ้านเราจะบอกแต่ข้อ 1. แต่ไม่ยอมบอกข้อ 2. เพราะข้อ 2. หากใส่ให้ลูกค้ากินเยอะจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้กำไรน้อยลงไปเยอะ


Gymnemic Acid ทำงานลดน้ำตาลอย่างไร?

  1. โครงสร้างทางเคมีของ Gymnemic Acid มีการจัดเรียงอะตอมในโมเลกุลคล้ายโมเลกุลของน้ำตาล ร่างกายจึงถูกหลอกว่ามันเป็นน้ำตาล
  2. โมเลกุลของ Gymnemic Acid จะเข้าไปจับกับ receptor ของปุ่มรับรสหวานในปาก โดยใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงหลังการได้รับ Gymnemic Acid จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการทำงานของปุ่มรับรสหวานจากการกระตุ้นโดยโมเลกุลของน้ำตาลที่อยู่ในอาหาร ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงความหวานของอาหารได้ ช่วยให้การกินของหวานเพราะความชอบ ความอยากลดน้อยลง
  3. ในลำไส้เล็กจะพบโครงสร้างที่คล้ายกับ receptor ในบริเวณเนื้อเยื่อชั้นนอกที่ทำหน้าที่ดูดซึมกลูโคสผ่านเข้าผนังของลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็กได้อีกทางหนึ่งด้วย
  4. Gymnemic Acid จะไปเพิ่มการผลิตอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้น้ำตาลไม่ตกค้างในเลือด เพราะอินซูลินที่มากพอจะทำการขนส่งน้ำตาลไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายแบบไม่ตกค้าง น้ำตาลในเลือดจึงลดลง
  5. Gymnemic Acid ยังไปทำหน้าที่ซ่อมแซมและสร้างเบต้าเซลล์ที่ตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง ผลิตอินซูลินได้มากขึ้น
    เบาหวานจึงหายได้ น้ำตาลในเลือดจึงลดลงสู่ระดับปกติได้ด้วยการกิน Gymnema ที่มีกรดจิมนิมิกไม่น้อยกว่า 25% 
    เบาหวาน / น้ำตาลในเลือดสูงจึงไม่น่ากลัว ถ้ารู้จัก Gymnema


 
LifeRecoverslogoVerti
[[POS3]]