"ท่องประโยคนี้ ช่วยโรคเบาหวานได้"
"ท่องประโยคนี้ ช่วยโรคเบาหวานได้"
🚩 "กินเมื่อหิว หยุดกินเมื่อหายหิว" จะสู้กับโรคเบาหวานได้ นี่เป็นคำพูดของคุณหมอชำนาญ บำเหน็จพันธ์ จากรายการสุขภาพกับเสียงเพลง คลื่น FM 89.5 อยากให้ได้เปิดฟังกันดู
💢 โรคเบาหวานมีสองชนิด ชนิดที่ 1 คือตับอ่อนไม่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินเลย ต้องใช้การฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย และชนิดที่ 2 คือตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ แต่ผลิตได้น้อยลงกว่าปกติ ทำให้มีฮอร์โมนอินซูลิน ไม่เพียงพอต่อการขนส่งน้ำตาลจากตับไปส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ทำให้น้ำตาลตกค้างในกระแสเลือด หรือในอีกกรณีหนึ่ง ร่างกายได้รับอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความพอดี ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน นำส่งน้ำตาลได้ไม่หมด ทำให้เหลือในกระแสเลือด แล้วต้องส่งคืนตับ เพื่อให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลที่เกินพอดีไปเป็นไกลโคเจน (น้ำตาลปึก) และถ้าเปลี่ยนไปเป็นไกลโคเจนแล้ว ยังเหลือน้ำตาลในกระแสเลือดอีก ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลที่เหลืออีกนั้นไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ และถ้ายังเหลืออีก มีน้ำตาลลอยในกระแสเลือด นั่นหมายถึงโรคเบาหวาน
➡️ โรคเบาหวาน จึงเกิดมาจาก (1) ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลง เพราะความเสื่อมของตับอ่อนเอง และ/ หรือมีการรับประทานอาหารพวกแป้งและน้ำตาลมากเกินความพอดี ที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ประโยชน์
➡️ ฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน มีหน้าที่พาน้ำตาลไปส่งเซลล์ทั่วร่างกาย เพื่อให้เซลล์ใช้น้ำตาลผลิตพลังงาน ATP เพื่อให้เซลล์มีชีวิตและทำงานได้ หากเซลล์ไม่มีพลังงาน เซลล์จะตาย ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เราจะตายด้วย น้ำตาลจึงเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ ที่ทำให้เซลล์มีชีวิต เพื่อทำงานให้ร่างกายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
➡️ แหล่งผลิตพลังงาน ATP ภายในเซลล์ ชื่อว่า ไมโตคอนเดรีย เป็นเหมือนโรงครัวภายในบ้าน (เซลล์) ที่เวลาจุดเตาเพื่อเตรียมทำกับข้าว (พลังงาน ATP) จะต้องเกิดควันไฟจากเตา (สารอนุมูลอิสระ) นี่เองจึงทำให้รู้ว่า ตลอดเวลาภายในเซลล์ มีการปล่อยอนุมูลอิสระออกมาตลอดเวลา เพราะมีการแปลงน้ำตาลเป็นพลังงาน ATP ภายในไมโตคอนเดรีย เพื่อป้อนให้เซลล์มีแรงทำงานตลอดเวลา
➡️ อนุมูลอิสระจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อเกิดอนุมูลอิสระไปนานๆ เป็นเวลาหลายสิบปี ตับอ่อนจะได้รับผลกระทบ ทำให้เซลล์ภายในที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้รับผลกระทบ เกิดความเสื่อม ทำให้ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ลดลง หรือผลิตไม่ได้เลย ทำให้การจัดการน้ำตาลในเลือดเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินปกติ จะเข้าไปทำลายเซลล์ทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับความบาดเจ็บและเสียหาย คนเป็นโรคเบาหวาน จึงเกิดโรคอื่นๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคทางสมอง และโรคอีกหลายโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อโรค แต่มาจากอนุมูลอิสระที่ทำให้เซลล์และอวัยวะเกิดความเสื่อม
➡️ การจัดการกับอนุมูลอิสระ เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน ก่อนที่จะเป็นโรคเบาหวาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้ เรื่องกระบวนการหายใจแบบใช้ออกซิเจนภายในเซลล์ ซึ่งจะทำให้เข้าใจการเกิดขึ้นของอนุมูลอิสระภายในไมโตคอนเดรีย ที่อยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย ว่าถ้าบริโภคมากเกิน ตามใจปาก คุ้นชินและมีความสุขกับการกินให้อิ่ม ร่างกายจะจำอาการแบบนี้ ทำให้เสพติดการกินที่เกินพอดี ที่ร่างกายปฏิเสธการนำน้ำตาลไปสร้างพลังงาน ATP ไม่ได้ กลายเป็นว่า อนุมูลอิสระต้องถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก คนที่กินเกินพอดี จึงอ้วน เพราะตับเปลี่ยนน้ำตาลที่ล้นเกินในเลือดไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ ทำให้มีไขมันในเลือดสูง อาจเกิดไขมันพอกตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ และถ้าสังเกตคนที่อ้วนเกินพอดี จะพบว่า มีหน้าตาที่เกินกว่าวัย
➡️ การกินแป้งและน้ำตาล ที่เป็นกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต ที่ปลายทางจะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ให้ลดลง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันโรคเบาหวาน และรักษาโรคเบาหวานให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคเบาหวานไม่เกิดขึ้นด้วย
➡️ "กินเมื่อหิว หยุดกินเมื่อหายหิว" ไม่ใช่หยุดกินเมื่ออิ่ม ประโยคนี้จะช่วยให้เกิดการสร้างวินัยขึ้นกับการบริโภคได้ เพราะถ้าไม่หิว ก็ไม่กิน ร่างกายที่มีตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรมาก เพราะน้ำตาลที่เกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีจำนวนไม่มาก ฮอร์โมนอินซูลินที่มีน้อยอยู่แล้ว จึงเอาอยู่ ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงได้ เพราะการกินน้อยลงนั่นเอง
➡️ เมื่อร่างกายกินน้อยลง ไขมันส่วนเกินก็จะถูกนำมาใช้แปลงพลังงาน ATP ภายในเซลล์แทนน้ำตาล ทำให้น้ำหนักลดลง และก่อสารอนุมูลอิสระน้อยกว่าการใช้น้ำตาลมาแปลงพลังงาน ร่างกายจึงดูดีขึ้น เพราะสารอนุมูลอิสระเกิดขึ้นน้อยลง และร่างกายจัดการให้ลดลงเหลือน้อยที่สุดได้
💵เงินซื้อสุขภาพที่ดีไม่ได้ 📚แต่ความรู้ช่วยได้